การนำเสนอ คือการแสดง ใช่หรือไม่

video

นักแสดงพร้อม กล้องพร้อม ไฟพร้อม โอเค… Action!!

คุณคิดว่า การพูดหรือการนำเสนองาน ถือเป็นการแสดงอย่างนึงมั้ยคะ?

เมื่อวานได้ฟังผู้ใหญ่ท่านนึงแชร์เรื่องนี้แล้วชอบมาก อยากมาแบ่งปันเพื่อนๆ ค่ะ ผู้ใหญ่ท่านนี้สอนว่า การพูดถือเป็นการแสดงอย่างหนึ่ง แต่จุดที่ต่างก็คือ “นักแสดงสร้างอารมณ์ แต่นักพูด…กำกับอารมณ์”

หมายความว่านักพูดที่เป็นมืออาชีพ ต่อให้ขำซะจนน้ำหูตาน้ำตาไหล เค้าจะยังพูดต่อได้ หรือต่อให้เศร้าจนน้ำมูกไหลยืดแค่ไหนก็ตาม เค้าก็จะสามารถควบคุมอารมณ์เศร้านั้นและพูดต่อไปได้เช่นกัน…

คำถามคือ แล้วเราจะควบคุมอารมณ์ได้ยังไง? ใครที่เข้าคอร์ส Presenting for Change รุ่นหนึ่ง อาจจะพอจำได้ว่ามีผู้เข้าอบรมถามว่า ตอนที่จีน่ายกตัวอย่างการเล่าเรื่องสะเทือนใจ มวลอารมณ์มันมารวมตัวกันแบบเอ่อล้น และดูเหมือนว่าจีน่าน้ำตาคลอๆ พี่จีน่าทำยังไงที่ยังสามารถดำเนินเรื่องและบรรยายต่อไปได้

วันนั้นจีน่าใช้ 2 เทคนิคค่ะ

(1) เปลี่ยนโทนเสียงและจังหวะการพูด เช่น ตอนที่เล่าเรื่องอยู่ แล้วอินมากๆ ลองจับสังเกตว่าตอนนั้น เราใช้โทนเสียงสูงหรือต่ำอยู่ พูดช้าหรือพูดเร็ว จีน่าจับโทนตัวเองได้ว่าเสียงเริ่มสั่นและโทนเสียงต่ำ เริ่มจะพูดไม่ค่อยออก ถ้าเราต้องการดึงอารมณ์เรากลับมา ลองเปลี่ยนโทนเสียงและจังหวะการพูดดูค่ะ เช่น …และนั่นแหละค่ะ คือตัวอย่างของคนบางคนที่ปล่อยให้เวลามันสายเกินไปที่จะบอกรักคนสำคัญ ฟังเรื่องนี้แล้ว มีเพื่อนๆคนไหนที่อยากกลับบ้านไปบอกรักคุณพ่อคุณแม่บ้างมั้ยคะ (จีน่าพูดด้วยโทนเสียงที่สูงขึ้น และจังหวะเร็วขึ้นกว่าเดิมค่ะ) หวังว่าจะจินตนาการตามกันทันอยู่นะคะ…

(2) ลองเปลี่ยนท่าทางและภาษากายดูค่ะ เช่น เปลี่ยนตำแหน่งที่ยืนจากจุดเดิมไปเลย หรือยืดตัวขึ้น พร้อมๆกับพูดในโทนเสียงที่ต่างออกไป

แค่เนี้ยะผู้พูดก็จะรู้สึกตัวว่าเรากำลังควบคุมให้อารมณ์กลับมาอยู่ในสภาวะปกติ และยังช่วยสร้างกรอบความคิดให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเราสามารถคุมอารมณ์ได้อย่างเป็นมืออาชีพอีกด้วย

นี่แหละค่ะ ที่เค้าว่า “นักแสดงสร้างอารมณ์ แต่นักพูด…กำกับอารมณ์”